2553/08/07

ปลาสวรรค์กินมากอันตราย !


ปลาสวรรค์หรือปลาเส้นปรุงรส กินมากอันตราย เพราะมีปริมาณโซเดียมสูงมาก


ปลาสวรรค์หรือปลาเส้นปรุงรส ขนมขบเคี้ยวยอดฮิตในหมู่เด็กๆ และสาวๆ ซึ่งดูเหมือนเป็นขนมมีประโยชน์และมีโปรตีนสูงนั้น ที่จริงแล้วเต็มไปด้วย “โซเดียม” ที่สูงมากเกินความต้องการของร่ายกาย

ปลาสวรรค์หรือปลาเส้นปรุงรส เป็นอาหารว่างอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมรับประทานกันมาก โดยเฉพาะเด็กๆ และสาวๆ ที่กลัวอ้วนทั้งหลาย เพราะมีการโฆษณาโดยเน้นจุดขาย “ไขมัน ต่ำและโปรตีน สูง” แทนที่ขนมขบเคี้ยวประเภทอื่นๆ ซึ่งมีทั้งแป้ง น้ำตาลและไขมัน อย่างไรก็ตามปลาเส้นปรุงรสก็มีข้อด้อย คือการมีปริมาณ “โซเดียมสูง” จนน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะประเภทรสจัดจ้านหรือรสเข้มข้น ยิ่งมีโซเดียมสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้น เมื่อจะบริโภคปลาเส้น เราไม่ควรประมาทควรลองพลิกดูฉลากด้านหลังซองเพื่อมองหาปริมาณโซเดียมสักนิด อย่างไรก็ตาม ฉลากของปลาเส้นบางยี่ห้อก็ไม่มีรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะมีแต่วิธีรับประทานกับวิธีดัดแปลงเป็นอาหารประเภทต่างๆ เท่านั้น

เราจึงนำเราผลิตภัณฑ์ปลาเส้นปรุงรสยี่ห้อต่างๆ มาทดสอบหาปริมาณโซเดียมและปริมาณโปรตีน นอกจากนี้ ยังแถมการทดสอบ “ปลาหมึกปรุงรส” ให้ด้วย เพราะเป็นสินค้าประเภทเดียวกันและได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

ปลาเส้นทำมาจากอะไรกันแน่…

ปลาเส้นทำมาจากผลิตภัณฑ์ที่เรียก “ซูริมิ” ซึ่งก็คือ “เนื้อปลาทะเลบด” ที่ผ่านกระบวนการล้างน้ำ เพื่อแยกไขมันและส่วนประกอบที่ไม่ต้องการอื่นๆ ออกไป ให้เหลือแต่ “โปรตีน” ที่เรียกว่า “ไมโครไฟบริล” ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้เนื้อปลามีคุณสมบัติในการสร้างเจล ทั้งนี้ ซูริมิถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายประเภท เช่น ปูอัด ลูกชิ้น ไส้กรอก ปลาเส้น เนื้อปลาเทียม หรือเนื้อกุ้งเทียม

ผลการทดสอบพบว่า…

- ปริมาณโซเดียมในปลาเส้นปรุงรสและปลาหมึกปรุงรส มีปริมาณสูงมากๆ ในทุกยี่ห้อ โดยปลาเส้น 30 กรัมจะมีโซเดียม 500-700 มิลลิกรัม โดยเฉพาะรสเข้มข้นจะมีโซเดียมสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะมีการปรุงแต่งรสด้วยผงชูรส หรือโมโนโซเดียมกลูตาเมตมากขึ้น

- มีปริมาณโปรตีนตามที่โฆษณา แต่ก็ไม่แตกต่างจากอาหารทั่วไปที่สามารถหารับประทานได้ง่ายและราคาไม่แพง เช่น นม ไข่ หรือแม้แต่ถั่วต้ม

คำ แนะนำจากเรา…

- ผลิตภัณฑ์ปลาเส้นอาจเป็นตัวเลือกสำหรับเด็กที่ติดขนมขบเคี้ยว เพราะมีปริมาณไขมันและน้ำตาลน้อยกว่า เมื่อเทียบกับขนมขบเคี้ยวทั่วไป แต่เด็กไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะมีปริมาณโซเดียมสูงมาก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เนื่องจากเด็กไม่ควรได้รับ โซเดียมจากอาหารว่างเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน การที่บริโภคโซเดียมมาก จะทำให้ไตทำงานหนักและเสี่ยงต่อโรคความดันสูง

- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไตหรือหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงหรือรับประทานแต่น้อย

- ควรซื้อครั้งละซองเล็กๆ เพราะหากซื้อซองใหญ่จะทำให้เผลอทานมากเกินไป

- ควรหาตัวเลือกอื่นๆ ถ้าต้องการแหล่งโปรตีนที่ดี เช่น นม ไข่ หรือถั่ว ที่มีราคาไม่แพงและมีปริมาณโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย


2553/08/06

ทำไมดวงจันทร์จึงส่องแสงในเวลากลางคืน


ดวงจันทร์ส่องแสงในเวลากลางคืน เนื่องจากดวงจันทร์ทำหน้าที่เหมือนกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนแสง ที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ ความจริงแล้วดวงจันทร์ไม่มีแสงในตัวเอง และไม่ได้สะท้อนแสงที่มาจากดวงอาทิตย์ เฉพาะแต่ในเวลากลางคืนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแสงในเวลากลางวันด้วย แต่เนื่องจากแสงอาทิตย์นั้นสว่างมาก ในเวลากลางวัน จึงทำให้เรามองไม่เห็นดวงจันทร์ ทั้ง ๆ ที่ดวงจันทร์ก็ยังโคจรอยู่รอบโลกมิได้หายไปเลย


ทำไมดาวจึงกระพริบ


จริง ๆ แล้วดาวไม่ได้กะพริบ แต่ดูเหมือนกะพริบ เพราะเวลาที่เรามองดูดาวบนท้องฟ้า เราจะต้องมองผ่าน กลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองที่ห่อหุ้มโลกอยู่ ก๊าซและฝุ่นเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นดาวไม่ชัด เราจะเห็นดาวได้ชัดเจน เมื่อมองไปจากยอดเขาที่มีฝุ่นละอองในอากาศน้อย แต่ที่ที่ดีที่สุดที่จะมองเห็นดาวชัด ๆ คือ มองมาจากที่ที่ไม่มี อากาศและฝุ่นละออง คือมองมาจากนอกโลกนั่นเอง แต่ตอนนั้นเราจะไม่เห็นดาวกะพริบซะแล้ว

2553/08/05

9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์


1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำ หล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดีคนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้อง เกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จใน สิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึกๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย

อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนตามเทคนิคง่ายๆ ทั้ง 9 ข้อนี้อาจจะไม่ทำให้เกิดอัจฉริยะข้ามคืนได้ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้ แต่สิ่งที่ได้ในเบื้องต้นคือการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจแบบชนิดที่เรียกว่า "สวยทั้งภายในและภายนอก" อย่างแน่นอน

2553/05/20

ว่าด้วยเรื่องของแครอท !

แครอทเป็นพืชกินหัวที่มีปลูกมากในประเทศไทย และเป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว แครอท เกิดในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง ออกดอกราวเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ดอกแตกเป็นชั้นคล้ายร่ม ชั้นนอกสีชมพู ตรงกลางสีม่วงแดง แครอทสมัยโบราณมีเนื้อแข็ง เสี้ยนเยอะเหมือนไม้ สีของหัวแครอทมีตั้งแต่สีเหลืองไปจนถึงสีม่วง แต่แครอทสีส้มที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นแครอทที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์เมื่อศตวรรษที่ 18 นี้เอง



หัว ใช้รับประทานบำรุงสายตา แก้โรคตาฟาง นำคั้นจากหัวใช้ผสมกับนำมะนาว ทาเป็นยาบำรุงผิวหน้า ลบรอยเหี่ยวย่นบนหน้า ใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้เพราะในหัวมีปริมาณเกลือโปแตสเซี่ยมสูง ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน

ในปี พ.ศ. 2510 สภาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา พบว่าวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ สามารถระงับมะเร็งในทางเดินหายใจในหนูทดลองได้ ในขณะนั้นยังไม่มีงานวิจัยว่าวิตามินเอของสัตว์และพืชชนิดใดให้ผลดีกว่ากัน เราได้รับวิตามินเอจากผักสีเขียว และพืชสีส้มเป็นหลักวิตามินเอที่ได้รับจากพืชคือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเองเมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์


ปี พ.ศ. 2524 ริชาร์ด ปีโต และคณะได้เขียนบทความลงในนิตยสารเนเจอร์ ว่าสารเบต้าแคโรทีน สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งได้ ซึ่ง ดร. ริชาร์ด เชเคลล์ นักระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยเท็กซัส ก็สนับสนุนความน่าเชื่อถือของข้อมูลนี้

นั้นหมายถึงว่าอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีน สามารถลดอุบัติการณ์โรคมะเร็งในปอดได้ แม้แต่ในผู้ที่สูบบุหรี่มาหลายปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังพบว่า คนที่ทานพืชผักที่มีแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอดเป็นเจ็ดเท่าของคนที่ทานมากที่สุด ในกลุ่มเบต้าแคโรทีนสามารถป้องกัน และยับยั้งมะเร็งในระยะต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากให้กินเบต้าแคโรทีนขนาดสูง พร้อมกับฉายรังสี

"แครอท" นอกจากจะมีสาร "เบต้าแคโรทีน" ที่มีอำนาจยับยั้งเซลล์ของมะเร็งต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดีและช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายแล้ว ยังมีแคลเซียมเพคเตท ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว ช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังและเส้นผมให้มีสุขภาพดี มีวิตามินเอสูง ช่วยลดการเสื่อมของตา เช่น ต้อกระจกมีสารต่างๆ ที่เป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินอีกมากมาย เช่นธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส เหล็ก มีวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตมินซี ดังนั้นสามารถที่จะทานบ่อยๆ ได้ แต่อาจทำให้มีผิวเหลืองจากสารเบต้าแคโรทีนได้

เคล็ดลับของการรับประทานแครอทให้ได้คุณค่า

เคล็ดลับของการรับประทานแครอทให้ได้คุณค่านั้นมีอยู่ว่า ควรนำไปปรุงให้สุกเสียก่อน ความร้อนจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของแครอท ทำให้ร่างกายนำเลต้าแคโรทีนไปใช้ในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้มากขึ้น เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง และหากนำแครอทนึ่งสุกบดละเอียด พอกหน้า 5-10 นาที ผิวจะดูเปล่งปลั่งและสุขภาพดีขึ้นได้ ชาวอเมริกันใช้แครอทเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้เป็นยาครอบจักรวาลรักษาได้หลายโรค เช่น แก้โรคประสาท โรคผิวหนัง และหืดหอบ อย่างไรก็ตามควรทานอาหารให้หลากหลายด้วย จะช่วยเพิ่มพูนประโยชน์จากอาหารให้มากขึ้น

ประโยชน์ของแครอท

สารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอดได้ ซึ่งคนที่กินผักที่มีเบต้าแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอดมากเป็นเจ็ดเท่าของคนที่กินมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี
และยังมีแคลเซียมเพคเตทที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนั้นในแครอทยังมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงและลดการเสื่อมของตา มีสารต่างๆ ที่เป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินอีกมากมาย เช่นธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส เหล็ก มีวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตามินซี อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังและเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

2553/05/13

*เกลือ

คุณสมบัติของเกลือนอกจากจะนำมาใช้ในการปรุงรสอาหารใช้ถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นานยิ่งขึ้น หรือใช้อมเพื่อรักษาอาการเหงือกบวมแล้ว เกลือยังสามารถช่วย

รักษาความงามได้อีกด้วย ฮั่นแน่! ไม่ต้องทำหน้าสงสัย เพราะวันนี้เรามาไขเคล็ดลับกันว่าเกลือรักษาความงามได้อย่างไรบ้าง


1.เกลือช่วยลดความมันบนใบหน้า

ใช้เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำ แล้วนำไปใส่ขวดสเปรย์ฉีดพ่นให้ทั่วใบหน้า แต่ก่อนฉีดควรเปิดรูขุมขนให้กว้างเสียก่อน โดยนำผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนพอหมาดมาอังปิดหน้าไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงค่อยฉีดสเปรย์น้ำเกลือให้ทั่วใบหน้า จากนั้นก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดให้แห้ง


2.เกลือช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและช่วยถนอมผิว

ใช้เกลือครึ่งถ้วยผสมลงในอ่างน้ำ แล้วใช้แช่ตัวประมาณ 15-20 นาที จากนั้นเช็ดตัวให้แห้ง หรืออาจจะใช้เกลือถูตัวก็ได้ โดยใช้ฟองน้ำหรือผ้าขนหนูขัดตัวหลังอาบน้ำขณะที่ตัวยังเปียกอยู่ จะช่วยให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดออกมาได้


3.เกลือช่วยลดรอยช้ำรอบดวงตา

นอกจากเราจะใช้ถุงชาในการลดรอยช้ำรอบดวงตาแล้ว เรายังสมารถใช้เกลือได้อีกด้วย โดยผสมเกลือ 1 ช้อนชา ลงในน้ำร้อนครึ่งถ้วย แล้วใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำเกลือปิดตาไว้สัก 5-10 นาที รอยช้ำก็จะค่อยๆ จางลง


4.เกลือช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อยล้าที่เท้า

ด้วยการผสมเกลือประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะลงในน้ำอุ่นที่จะใช้แช่เท้าทั้งสองข้างวิธีนี้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายความเมื่อยล้าขอ
งเท้าลงได้ หลังจากที่ต้องเดินมาเป็นเวลานาน

2553/05/08

ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้ชีวิต

ใครหลายคนชอบคิดไปไกลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...
สิ่งที่ยังไม่เกิด ...ความคิดนี่แหละ...
ที่บั่นทอนพละกำลังส่วนหนึ่งของความสุข
ที่ควรจะเกิด ควรจะมี ให้ลดน้อยลงไป...
บางขณะ ...เราน่าจะทำชีวิตให้ดีกว่านั้นได้ง่ายๆ
แต่เพราะ ความคิด ความกังวล
ทำให้สิ่งที่น่าจะง่าย กลายเป็นสิ่งยุ่งยาก
ถ้าความ คิดบางอย่าง ยิ่งคิด ยิ่งเศร้า ยิ่งทำให้กังวล
ยิ่งไม่มีความสุข ยิ่งหวาด กลัววันข้างหน้า ก็อย่าไปคิดมันเลย...
แค่ทำวันนี้ให้มีความสุข ทำให้ดีที่สุด กับเวลานี้ที่มีโอกาสนี้...
บางที ใครจะรู้ว่า อะไรๆที่ไปกังวลนั้น อาจจะมา ไม่ถึงก็ได้..
ชีวิตอาจไม่ยาวนานถึงขนาดนั้น

ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ จะตื่นหรือเปล่า...
อย่ากังวลกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง...
มองวันนี้ ...ทำวันนี้ ...มีความสุขกับทุกวินาทีนี้ .....
ที่ยังหายใจอยู่ดีกว่า ...เวลามีพอเสมอ ...สำหรับความสุข ...
ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้...
ไม่มีความทุกข์...ก็ไม่มีการเติบโต
ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด...
ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ ...เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต...
ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ
ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ...ก็จะไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร ...
ไม่มีความทุกข์...ก็ไม่รู้จักความสุข...
เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง
ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ...
ต่างจากความสุข...ที่ทำให้ อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ
ความสุขเหมือนฝนพรำสาย...
อ่อนโยน งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข...
เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์
ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา...ได้สงบ...ได้สติ...ได้ความนิ่ง...ได้รู้จักโลก...
รู้จักตัวเอง...
รู้จักการเติบโตทุก ๆ ก้าว
ให้กำลังใจตัวเองมาก ๆ บอกตัวเองว่า
โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์
เพราะเมื่อผ่านความทุกข์...ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า...
จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต...

2553/04/05

บุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของโลก

และสุดท้าย.........ที่สุดของที่สุด (รึเปล่า?)
V
V
V
V